ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ภายใต้การอำนวยการ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์
รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปอส.ตร. และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปอส.ตร. เปิดสถิติคดีในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังมีการดำเนินการสืบสวนจับกุมพร้อมช่วยเหลือเหยื่อจากการถูกหลอกลวง ตั้งแต่วันที่ 23-29 ส.ค.69 มีคดีที่รับแจ้งเข้ามาผ่านทาง Thaipoliceonline จำนวน 5,779 คดี มูลค่าความเสียหาย 260 ล้านบาท ซึ่งเมื่อเทียบกับช่วงวันที่ 16-22 ส.ค.69 คดีที่รับแจ้งความมีจำนวนลดลง 73,532 คดี เช่นเดียวกับมูลค่าความเสียหายที่ลดลงกว่า 2,515 ล้านบาท

ข้อมูลจากทีมวิเคราะห์พบว่า “การหลอกลวงด้านสินค้าและบริการ” ยังคงเป็นคดีที่มีปริมาณสูงที่สุดอยู่ที่ 4,410 คดี คิดเป็น 76.3% ของคดีทั้งหมด แต่ประเภทคดีที่สร้างมูลค่าความเสียหายสูงที่สุด กลับเป็นการหลอกลวงโดยการแอบอ้างบุคคลอื่น ที่มีความเสียหายกว่า 62 ล้านบาท คิดเป็น 24.2% ของคดีทั้งหมด

ขณะที่จังหวัดที่ได้รับแจ้งความมากที่สุด ในสัปดาห์นี้พบว่า
1.กรุงเทพมหานคร มีการแจ้งความไว้ 92 คดี มูลค่าความเสียหาย 30.3 ล้านบาท
2.ปทุมธานี มีการแจ้งความไว้ 23 คดี มูลค่าความเสียหาย 3.3 แสนบาท
3.เชียงใหม่ มีการแจ้งความไว้ 22 คดี มูลค่าความเสียหาย 17 ล้านบาท

แต่หากวิเคราะห์ตามเพศและอายุของผู้เสียหายที่มักจะถูกหลอกในรอบสัปดาห์นี้ ก็ยังคงพบว่าผู้หญิงตกเป็นเหยื่อมากกว่าผู้ชาย และยังคงเป็นกลุ่มอายุ 21-30 ปี ที่ยังคงเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงสุดที่ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพอย่างต่อเนื่องมาหลายเดือนติดต่อกัน และเมื่อจำแนกตามประเภทคดียังพบอีกว่า กลุ่มอายุ 21-30 ปี ยังครองสถิติจำนวนผู้เสียหายสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ อันดับ 1 คดีหลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ อันดับ 2 คดีหลอกลวงโดยการแอบอ้างบุคคลอื่น และอันดับที่ 3 คดีหลอกลวงด้านการจ้างงาน

มีรายงานผลการเฝ้าระวังพื้นที่ชายแดนช่วงวันที่ 23-30 ส.ค. ดังนี้

  • จับกุมคนไทยลักลอบข้ามแดนไทย – กัมพูชา เป็นชาย ได้ในพื้นที่จ.สระแก้ว จำนวน 1 ราย หลังพบเดินทางไปรับจ้างทำงานทั่วไป
  • ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กก.3 บก.ปคม. รับตัวคนไทยที่ถูกส่งตัวกลับจากสปป.ลาว 5 ราย ปรับตามพ.ร.บ.จัดหางาน ฯ ม.48 รายละ 2,000 บาท ทุกรายรับสารภาพสอดคล้องกันว่าเป็นแอดมินเว็บพนันออนไลน์ ST Vegas ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกับที่ถูกส่งตัวกลับมาเมื่อช่วงวันที่ 18 ก.ค. ก่อนนำตัวดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.จัดหางานฯ
  • ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย บก.ทล. จับกุมคนไทย 2 ราย และ ชาวจีน 7 ราย บริเวณ ทล.344 กม.2 ต.บ้านสวน อ.เมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี หลังผู้ต้องหาชาวไทย รับว่าจ้างจาก “นาย ส.” เครือข่าย Ghost Driver ให้นำพาชาวจีนหลบหนีเข้าเมือง เป็นเงินรายละประมาณ 10,000 บาท ซึ่งรับจ้างทำมาแล้วเฉพาะในเดือนสิงหาคม 2569 ทั้งหมด 5 ครั้ง รวมอย่างน้อย 6 เที่ยว จำนวนชาวจีนทั้งหมด 25 คน โดยผู้ต้องหาชาวไทยคนที่ 1 จะต้องขับรถพาชาวจีนที่ลักลอบเข้าไทยผ่านด่านธรรมชาติ ของสปป.ลาว ผ่านทางจาก ต.คลองใหญ่ อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี ไปส่งที่ ต.ฉมัน อ.มะขาม จ.จันทบุรี เพื่อจะพาไปส่งที่กรุงเทพฯ และ จ.ปทุมธานี โดยชาวจีนเหล่านี้ระบุว่า ถูกชักชวนจากนายหน้าชาวจีนที่อยู่ในประเทศกัมพูชาผ่านทางแอปพลิเคชัน Telegram และ TikTok ให้มาทำงานที่เมียวดีและชเวโก๊กโก่ ประเทศเมียนมา โดยจะได้ค่าเดินทางจ่ายเป็นสกุลเงินดิจิทัล USDT สูงสุดถึง 6,000 ดอลลาร์ (หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 198,300 บาท) จึงเดินทางออกจากประเทศจีนผ่านกว่างซี เข้าพักที่นครโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม ก่อนจะเดินทางต่อไปยังนครพนมเปญ ประเทศกัมพูชา และลักลอบเข้าประเทศไทย กระทั่งมาถูกสกัดจับไว้ได้ ในจำนวนผู้ต้องหาชาวจีน มี 1 รายที่มีหมายจับคดีฉ้อโกงจากทางการจีน และอีก 1 ราย พบประวัติเป็นทีมงานสแกมเมอร์ เบื้องต้น แจ้งข้อหาซ่อนเร้น และช่วยเหลือคนต่างด้าวให้พ้นการจับกุมแก่ผู้ต้องหาชาวไทย และแจ้งข้อหาคนต่างด้าวเข้าเมืองโดยไม่ได้รับอนุญาตแก่ผู้ต้องหาชาวจีน

ทั้งนี้ ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา มีเคสรับแจ้งผ่านทางศูนย์ ACSC ที่ประสานงานร่วมกันกับกลุ่มธนาคารต่างๆ จนมีผลการปฏิบัตินำไปสู่การประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่เข้าทำการตรวจสอบพร้อมช่วยเหลือเหยื่ออย่างทันท่วงที รวมทั้งระงับการโอนเงินของผู้เสียหายก่อนจะโอนเงินไปยังบัญชีของมิจฉาชีพได้ทั้งหมด จำนวน 14 ราย คิดเป็นจำนวนเงินกว่า 1.9 ล้านบาท ซึ่งพฤติการณ์มิจฉาชีพในช่วงนี้ เน้นการหลอกลวงนักเรียน นักศึกษาจำนวนหลายเคสด้วยกัน

ทั้งนี้ มีเคสเข้าช่วยเหลือเหยื่อที่น่าสนใจ โดยมีมูลค่าสูง ดังนี้
เจ้าหน้าที่ศูนย์ ACSC ประสาน ตำรวจ สน.บางนา กรุงเทพมหานคร เข้าช่วยเหลือผู้ผู้เสียหายเป็นเยาวชนหญิงอายุ 17 ปี ถูกกลุ่มมิจฉาชีพอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจโทรศัพท์มาข่มขู่ว่าบัญชีธนาคารของผู้เสียหายมีส่วนพัวพันกับความผิดฐานฟอกเงิน ก่อนจะออกอุบายให้พูดคุยผ่านช่องทางแอปพลิเคชัน “ไลน์” พร้อมกับสั่งห้ามไม่ให้บอกเรื่องนี้กับใครเด็ดขาด เพื่อตัดขาดเหยื่อออกจากคนรอบข้างและครอบครัว จากนั้นหลอกลวงให้ผู้เสียหายดำเนินการถอนเงินออกหลายครั้ง ระหว่างวันที่ 13 – 26 สิงหาคม 2569 โดยวันที่ 13 สิงหาคม ผู้เสียหายโอนเงิน จำนวน 300,000 บาท ผ่านแอปพลิเคชันธนาคาร ต่อมาได้ไปถอนเงินจากธนาคาร วันที่ 17 สิงหาคม จำนวน 766,000 บาท จากนั้นไปเช่าโรงแรมซอยเปี่ยมทิพย์ ย่านสุขุมวิท ตามที่มิจฉาชีพสั่งและนัดหมายให้นำเงินสดไปส่งที่ปากซอยดังกล่าว

ต่อมาวันที่ 21 สิงหาคม มิจฉาชีพสั่งให้ไปถอนเงินสดจากธนาคารอีก ได้แก่ จำนวน 990,000 บาท และ 1,000,000 บาท ตามลำดับ แล้วไปเปิดโรงแรมในซอยสุขุมวิท 70 เพื่อรอส่งมอบเงินสดใส่กระเป๋าให้มิจฉาชีพที่ปากซอย รวมมูลค่าความเสียหายสูญถึง 3,056,000 บาท

กระทั่งวันที่ 26 สิงหาคม มิจฉาชีพออกอุบายสร้างสถานการณ์ โดยสั่งให้ผู้เสียหายเดินทางไปธนาคารที่สาขาแห่งหนึ่ง เพื่อแจ้งว่าสมุดบัญชีหายและทำเรื่องขอออกสมุดใหม่ จากนั้นสั่งให้ผู้เสียหายเดินทางต่อมาที่ธนาคารอีกสาขาหนึ่ง เพื่อเตรียมถอนเงินรอบใหม่ จนกระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับประสานงานจากระบบ War Room แจ้งเหตุว่ามีเหยื่อกำลังตกเป็นเป้าหมาย ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวน สน.บางนา จึงรีบเข้าตรวจสอบและช่วยเหลือทันที เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ได้อธิบายทำความเข้าใจให้ผู้เสียหายรับฟัง กระทั่งรู้ตัวว่าถูกมิจฉาชีพหลอกลวง จึงทำการหยุดโอนเงินและรวบรวมพยานหลักฐานเดินทางมาเข้าแจ้งความที่ สน.บางนา เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ทั้งนี้ ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ขอเตือนภัยน้องๆนักศึกษา อย่าหลงเชื่อพฤติกรรมของมิจฉาชีพในลักษณะอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่รัฐต่างๆ โดยเฉพาะตำรวจ , ปปง และ DSI โดยขอยืนยันว่าเจ้าหน้าที่รัฐหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจจริงจะไม่มีการโทรศัพท์มาหา, ไม่ส่งเอกสารราชการ รวมถึงหมายจับ และหมายเรียกต่างๆ ทางไลน์เด็ดขาด, ไม่มีการวิดีโอคอลเพื่อสอบสวนหรือขอข้อมูลหรือควบคุมตัว และที่สำคัญจะไม่มีการบังคับให้โอนเงิน หรือนำทรัพย์สินมีค่าไปให้ รวมไปถึงการให้ไปรับทรัพย์สินตามสถานที่ต่างๆ เพื่อตรวจสอบความบริสุทธิ์เด็ดขาด ดังนั้น หากพบพฤติกรรมในลักษณะข้างต้น ถือว่าเป็นมิจฉาชีพ 100 เปอร์เซ็นต์

นอกจากนี้ ยังรวมไปถึง บุคคลที่อ้างตัวเป็นเครือข่ายโทรศัพท์หรือสถาบันการเงิน และธนาคารต่างๆ ที่ระบุว่าเบอร์โทรศัพท์ หรือบัญชีของคุณเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด หากได้รับสายในลักษณะนี้ และไม่แน่ใจ ขอให้ทำการตรวจสอบกลับไปยังต้นทางที่ถูกกล่าวอ้างอีกครั้ง เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของคุณ ทั้งนี้ฝากถึงผู้ปกครองให้หมั่นสังเกตบุตรหลานของท่าน ว่ามีพฤติกรรมแปลกไป พยายามเก็บตัว หรือปลีกตัวจากที่บ้านหรือไม่ และหากพบว่าบุตรหลานมีการขอให้ท่านโอนเงินเพื่อเป็นค่าเทอม ค่าประกันการขอทุนการศึกษาเพื่อเรียนต่อต่างประเทศ ขอให้ท่านตรวจสอบกลับไปยังมหาวิทยาลัยหรือเจ้าของทุนฯที่ถูกกล่าวอ้างอีกครั้ง เพื่อความปลอดภัย และหากยังไม่มั่นใจว่ามีขบวนการสแกมเมอร์เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่หรือไม่ ขอให้รีบปรึกษาหรือแจ้งเจ้าหน้าที่สถานีตำรวจใกล้บ้าน หรือโทร สายด่วน ศูนย์ AOC 1441 ทันที

“การเผยแพร่ข่าวเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะของประชาชน
ให้รู้เท่าทันภัยอันตรายรูปแบบต่างๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อสร้างการตระหนักรู้เป็นวงกว้าง
ทั้งนี้ ผู้ต้องหาหรือจำเลยยังเป็นผู้บริสุทธิ์ ตราบใดที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด
ดังนั้น สำหรับการเผยแพร่ข่าวของสื่อมวลชน ขอให้พิจารณาถึงประโยชน์และสิทธิของผู้ต้องหาข้างต้น”