เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) ครั้งที่ 3/2569 ณ ห้องประชุมศรียานนท์ ชั้น 2 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมี พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะกรรมการและเลขานุการ พร้อมด้วยคณะกรรมการ ก.ต.ช. และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ เข้าร่วมประชุม การประชุม ก.ต.ช. ถือเป็นกลไกสำคัญในระดับนโยบายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เนื่องจากเป็นเวทีที่ฝ่ายนโยบายและฝ่ายบริหารตำรวจร่วมกันกำหนดทิศทางการทำงาน เพื่อให้ภารกิจของตำรวจสอดคล้องกับสถานการณ์ด้านความมั่นคง การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม ตลอดจนการอำนวยความยุติธรรมและการดูแลความปลอดภัยของประชาชน

สำหรับวาระสำคัญของการประชุม ก.ต.ช. ครั้งนี้ มีทั้งการรับรองรายงานการประชุม การรายงานผลการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการ ก.ต.ช. รวมถึงการรับรองรายงานผู้สอบบัญชีและรายงานการเงินของกองทุนเพื่อการสืบสวน สอบสวน การป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางอาญา สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2568 นอกจากนี้ยังมีการพิจารณาทบทวนหน้าที่และอำนาจของสำนักงานตำรวจแห่งชาติและข้าราชการตำรวจเกี่ยวกับการอนุญาตหรือการจดทะเบียนตามกฎหมายตำรวจ ซึ่งเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับประสิทธิภาพการให้บริการและการกำกับดูแลของภาครัฐโดยตรง จับตา “การเมือง–ตำรวจ” กับการจัดทัพกำลังพลครั้งสำคัญ

ภายหลังการประชุม ก.ต.ช. นายกรัฐมนตรีได้เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ครั้งที่ 8/2569 ซึ่งมีวาระสำคัญเกี่ยวกับการคัดเลือกและแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) จเรตำรวจแห่งชาติ (จตช.) ตลอดจนระดับผู้บังคับการ (ผบก.) ในวาระประจำปี 2569 การแต่งตั้งครั้งนี้มีตำแหน่งว่างรวม 163 ตำแหน่ง ประกอบด้วย รอง ผบ.ตร. 3 ตำแหน่ง ผู้ช่วย ผบ.ตร. 6 ตำแหน่ง ผบช. 19 ตำแหน่ง รอง ผบช. 41 ตำแหน่ง และ ผบก. 94 ตำแหน่ง จึงถือเป็นหนึ่งในวาระด้านกำลังพลที่มีความสำคัญต่อทิศทางการบริหารสำนักงานตำรวจแห่งชาติในระยะต่อไป

ก่อนเข้าสู่การพิจารณาของ ก.ตร. คณะกรรมการพิจารณาการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับ ตร. หรือ “บอร์ดกลั่นกรอง” ซึ่งมี พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. เป็นประธาน ได้พิจารณาบัญชีแต่งตั้งเป็นเวลานานกว่า 19 ชั่วโมง เพื่อคัดเลือกบุคลากรตั้งแต่ระดับผู้ช่วย ผบ.ตร. และรอง จตช. ลงมาถึง ผบก. ก่อนเสนอให้ ก.ตร. พิจารณาให้ความเห็นชอบขั้นสุดท้าย

ในมุมการเมือง การที่นายกรัฐมนตรีเข้ามาทำหน้าที่ประธาน ก.ตร. จึงมีความสำคัญในเชิงการกำหนดทิศทางองค์กรตำรวจ เพราะบุคลากรระดับผู้บัญชาการและผู้บังคับการจะเป็นผู้รับผิดชอบการขับเคลื่อนนโยบายด้านความมั่นคง การปราบปรามอาชญากรรม ยาเสพติด อาชญากรรมทางเทคโนโลยี การดูแลคนต่างด้าว การจราจร และการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ

ทิศทางการทำงานของรัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติในช่วงที่ผ่านมาให้ความสำคัญกับการทำงานด้านความมั่นคงและการป้องกันอาชญากรรมแบบบูรณาการ โดยเฉพาะการทำงานร่วมกันระหว่างฝ่ายปกครอง ตำรวจ และหน่วยงานในระดับพื้นที่ ภายใต้แนวคิดการทำงานเป็น “ทีมจังหวัด” เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเข้าถึงประชาชนมากขึ้น ประเด็นสำคัญที่ประชาชนควรติดตาม ได้แก่

1. ปราบปรามยาเสพติดและอาชญากรรมอย่างจริงจัง

เน้นการตัดวงจรเครือข่ายยาเสพติด ผู้มีอิทธิพล และอาชญากรรมที่สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน โดยรัฐบาลได้เน้นแนวทาง “พิทักษ์สันติราษฎร์ พิฆาตยาเสพติด พิชิตอันธพาล” และย้ำหลักการว่าไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย

2. ปราบอาชญากรรมออนไลน์และแก๊งหลอกลวงประชาชน

การใช้เทคโนโลยีและการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานมีความสำคัญมากขึ้น โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติเดินหน้าระบบ One Police รวมถึง Mobile APP, Sandbox และ SuperSearch เพื่อให้การทำงานด้านข้อมูลรวดเร็วและเชื่อมโยงกันมากขึ้น

3. จัดการปัญหาคนต่างด้าวและอาชญากรรมข้ามชาติ

มุ่งตรวจสอบและดำเนินการกับผู้กระทำผิดกฎหมาย รวมถึงเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ โดยต้องดำเนินการควบคู่กับการคุ้มครองสิทธิของผู้ที่อยู่ในประเทศไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

4. ยกระดับงานสอบสวนและกระบวนการยุติธรรม

ประชาชนต้องสามารถเข้าถึงตำรวจและกระบวนการยุติธรรมได้อย่างรวดเร็ว เป็นธรรม และตรวจสอบได้ โดยการพัฒนางานสอบสวนถือเป็นหนึ่งในแนวทางบริหารตำรวจที่ถูกเน้นย้ำในปีนี้

5. ควบคุมอาวุธปืนและป้องกันเหตุรุนแรง

สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้กำชับหน่วยงานให้ขับเคลื่อนมาตรการเกี่ยวกับอาวุธปืน รวมถึงการป้องกันเหตุที่อาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชน

6. ดูแลประชาชนกลุ่มเปราะบางและผู้สูญหาย

ภารกิจตำรวจไม่ได้มีเพียงการจับกุมผู้กระทำผิด แต่ยังรวมถึงการติดตามคนหาย การดูแลผู้พ้นโทษ และการช่วยเหลือประชาชนในสถานการณ์ฉุกเฉินและภัยพิบัติ

7. สร้างตำรวจมืออาชีพ โปร่งใส และมีธรรมาภิบาล

การแต่งตั้งโยกย้ายกำลังพลจึงมีความสำคัญต่อประชาชนโดยตรง เพราะผู้ที่ได้รับตำแหน่งระดับผู้บังคับบัญชาจะเป็นผู้กำหนดประสิทธิภาพการทำงานของตำรวจในแต่ละพื้นที่ ดังนั้น หลักความรู้ความสามารถ ความเหมาะสม ความอาวุโส ตลอดจนความโปร่งใสและตรวจสอบได้ จึงเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจ

สาระสำคัญของการประชุม ก.ต.ช. และ ก.ตร. จึงไม่ควรถูกมองเพียงว่าเป็นเรื่อง “โผตำรวจ” หรือการโยกย้ายตำแหน่งเท่านั้น แต่ควรมองไปถึงผลลัพธ์ที่ประชาชนจะได้รับจากการบริหารองค์กรตำรวจ หากการจัดวางกำลังพลและนโยบายสามารถนำไปสู่การทำงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น สิ่งที่ประชาชนควรเห็นอย่างเป็นรูปธรรม คือ อาชญากรรมลดลง การแจ้งความและการดำเนินคดีมีประสิทธิภาพมากขึ้น การปราบปรามยาเสพติดและแก๊งหลอกลวงเห็นผล การเดินทางและการใช้ชีวิตมีความปลอดภัย และประชาชนได้รับความยุติธรรมอย่างเสมอภาค

ขณะเดียวกัน การทำงานระหว่างรัฐบาล ฝ่ายปกครอง และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ควรเป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง และใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียม ไม่เลือกปฏิบัติ

การประชุม ก.ต.ช. และ ก.ตร. ในครั้งนี้จึงมีนัยสำคัญทั้งในมิติ “การเมือง–นโยบายความมั่นคง–การบริหารตำรวจ–การแต่งตั้งกำลังพล” และที่สำคัญที่สุด คือการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่า ตำรวจไทยจะสามารถทำหน้าที่ พิทักษ์สันติราษฎร์ ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม และดูแลความปลอดภัยของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทีมประชาสัมพันธ์

กองสารนิเทศ (ตร.)

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ